ทัวร์โมรอคโค (Morocco Tour)
ประเทศโมรอคโค มีสนามบินใหญ่อยู่ที่ เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) สนามบินราบัต เมืองหลวง
เมืองคาซาบลังก้า เป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจ เมืองท่าหลักและเมืองใหญ่ที่สุดในโมรอคโค ตัวเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ชาวเบอร์เบอร์ตั้งถิ่นฐานที่นี่ในศตวรรษที่ 7 ต่อมาชาวฟินิเชียน ชาวโรมัน และชาวเมรินิด ใช้ที่นี่เป็นท่าเรือ จึงเรียกที่นี่ว่า “อันฟา” ในศตวรรษที่ 15 โปรตุเกสทำลายเมืองเดิม และสร้างป้อมปราการขึ้นใหม่ เรียกว่า คาซา บลังก้า (Casa Branca) แปลว่าบ้านสีขาว
ชมมัสยิดฮัสซัน ที่ 2 (Hassan the 2nd Mosque) เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโมรอคโค ตั้งโดดเด่นอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก
ชมเมืองราบัต เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปีค.ศ.1956 เมื่อโมรอคโคหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส และเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงามชมสุเหร่าหลวงที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมรอคโคจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่า เพื่อประกอบศาสนกิจชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร
ชมป้อมอูไดยะ ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ ด้านในเป็นเมดิน่า บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น (ทายซิว่าทำไมเมดิน่าแห่งนี้ จึงใช้สีฟ้า)
ชมเมดิน่าแห่งเชฟชาอูน ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดปี อาคารบ้านเรือนฉาบทาด้วยสีฟ้าและขาว เชฟชาอูนไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่หรูหราแต่เป็นเมืองเล็กๆน่ารัก ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 500 ปี ก่อตั้งในสมัยมูเล อาลี อิบิน ราชิด อัล อลามิ (Moulay Ali ibn Rashid al-Alami) ในปี ค.ศ 1471 มีลักษณะเป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการรุกรานดินแดนทางตอนเหนือของโมรอคโคจากสเปนและโปรตุเกส ถนนจึงเป็นซอยแคบกันไม่ให้รถใหญ่ผ่านเข้าไปในเมืองได้ ช่วงศตวรรษที่ 15 มุสลิมอันดาลูเซียกลุ่มแรกอพยพจากสเปนเข้ามาอยู่ในเมือง ชาวเมืองจึงใช้ภาษาสเปนกันได้ดีและแพร่หลาย ในปี ค.ศ. 1930 ประชาชนในเมืองช่วยกันทาสีอาคารบ้านเรือน ทางเดิน ประตู และทุกๆ ที่ในเมืองให้เป็นสีฟ้า ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า สีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เป็นสีของท้องฟ้า จะทำให้ผู้คนที่นี่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นสีของท้องทะเลที่เป็นสัญลักษณ์และตัวเทนของเทพเจ้า นอกจากนี้ชาวเมืองยังเชื่อว่า ผนังสีฟ้าสามารถช่วยไล่ยุงได้อีกด้วย พาท่านเดินชมบ้านเรือนในเชฟชาอูน ถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจระหว่างการเดินเที่ยว
ชมเมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) เมืองที่ตั้งอยู่บนเนินเขาและล้อมรอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ บนเนินเขาไม่ไกลจากโวลูบิลิสคือที่ตั้งของเมืองมูเลไอดริส เมืองเล็กๆ แต่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำหรับโมรอคโค เนื่องจากเป็นที่ตั้งสุสานของมูเล อิดริส กษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ไอดริส (Idris) ราชวงศ์แรกของประเทศโมรอคโค เมืองนี้จึงได้รับเกียรติให้ตั้งชื่อตามพระองค์โวลูบิลิส เป็นเมืองโบราณที่ชาวฟินีเชียนและคาเทเนียนตั้งรกรากมาตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชที่ 3 ต่อมากลายเป็นจุดศุนย์กลางการปกครองของอาณาจักรโรมันเบอร์เบอร์แห่งมอริเตเนีย ก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมันและเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดของยุคนั้น เมืองโรมันโบราณโวลูบิลิสได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ.1997
ต่อไปยังเมืองเฟส (Fes) เมืองหลวงโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรโมรอคโค สถาปนาในปี ค.ศ. 789 โดยกษัตริย์มูเล ไอดริสที่ 2 ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ ศาสนา และนักปราชญ์ องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนรับรองเมดิน่าแห่งเฟส (Fes el Bali) เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1981 เมดิน่าของเฟสได้รับการขนานนามว่าเป็นดั่งเขาวงกต หากใครหลงอยู่ในนั้น ก็ยากยิ่งนักที่จะหาทางออกได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากเมดิน่านี้เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยคดเคี้ยว และสลับซับซ้อนเกินกว่าจะจดจำได้ เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าที่นี่มีซอยมากกว่า 10,000 ซอย เมดิน่าแห่งเฟสคือเมืองอาหรับโบราณที่ยังมีลมหายใจที่นักเดินทางสามารถสัมผัสได้ในโลกปัจจุบัน พาท่านเที่ยวชมเมืองเฟส ประตูพระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์อลาวิท (Alaouite Royal Palace) พระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโมรอคโค
นําท่านนั่งรถไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Borjtsouth) เก็บภาพเมืองเฟสจากมุมสูง ก่อนที่จะเริ่มต้นการเดินเท้าเข้าสู่ เมดิน่าแห่งเฟสผ่านประตูทีมีชื่อเสียงที่สุดคือประตูบูร์ จลูด (Bab Bou Jeloud) หรือประตูสีฟ้า (Blue gate) ประตูนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ 1913 ตามแบบสถาปัตยกรรมของศิลปะอิสลาม โดดเด่นด้วยการใช้งานเซลลีจประดับ ด้านที่หันออกนอกเมดิน่ามีด้วยสีน้ำเงิน ส่วนด้านในตกแต่งด้วยสีเขียว มองผ่านช่องประตูเข้าไปเห็นร้านรวงเรียงรายอยู่ริมทางเดิน ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันขวักไขว่ เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบตรอกซอยเล็ก ๆ วกวน ซับซ้อน คดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต นำท่านชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Medersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่เก่าแก่และสวยงาม ภายในมีมัสยิดสำหรับสวดละหมาด จากนั้นเดินต่อไปที่ย่านการทำเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ทำมาจากบรอนซ์และเงินซึ่งเป็นงานฝีมือเฉพาะของคนเมืองเฟสที่ส่งต่อจากพ่อสู่สูก หากโชคดีเราจะได้เห็นช่างสาธิตวีธีการตอกลวดลายบนถาดบรอนซ์สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) เป็นมัสยิดและมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เปิดสอนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 859 (เข้าด้านในได้เฉพาะมุสลิมเท่านั้น)นำท่านเดินชมย่านต่างๆ ของเฟสเอลบาลี ที่ยังคงผลิตสินค้าตามวิธีที่บรรพบุรุษเคยทำมา เครื่องจักรเครื่องกลสมัยใหม่ยังไม่ค่อยถูกนำมาใช้ที่นี่ ชมโรงทอผ้า (weaving at Fundouk) ที่ผลิตผ้าจากขนสัตว์ ฝ้าย และใยกาวาเว่ โรงอบขนมปังประจำชุมชน (Bread Bakery) และไฮไลท์ของทริปที่ทุกคนรอคอยคือ บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ (Tanneries) มองจากมุมสูงดูราวกับเป็นจานสีที่มีขนาดใหญ่ กล่าวว่าที่นี่เป็นบ่อฟอกหนังที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา บ่อฟอกหนังแห่งนี้ใช้สีธรรมชาติในการย้อม ช้อปปิ้งสินค้าจากสหกรณ์บ่อฟอกนัง จากนั้นนำท่านไปชมการทำเซรามิค ทาจีน การทำโมเสคและเซลลีจ (Pottery and Zellige)
ออกเดินทางสู่เมืองอิเฟรน (Ifrane) เมืองตากอากาศของโมรอคโคตั้งอยู่สูง 1665 เหนือระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่บนเทือดเขามิดเดิ้ลแอตลาส เนื่องจากอากาศที่เย็นสบายตลอดปี อาคารบ้านเรือนเป็นรูปทรงสมัยใหม่ดูสวยงาม ถนนกว้างขวาง ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเหมือนอยู่ในยุโรป จนมีคำกล่าวว่าอิเฟรน คือเจนีวา แห่ง โมรอคโคชมวิวเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีความยาว 370 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่เมืองมิดเดท ระหว่างทางท่านจะผ่านสถานีเล่นสกี พบกับความอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาแอตลาสที่เต็มไปด้วยทะเลสาบน้อยใหญ่ แม่น้ำหลายสาย ทุ่งหญ้า ป่าสนและต้นซีดาร์ขนาดใหญ่มากมาย สลับกับไม้คอร์กที่เกิดอยู่ตามไหล่เขา ชาวพื้นเมืองปล่อยฝูงแพะและฝูงแกะให้เล็มหญ้า ชุมชนชาวเบอร์เบอร์สร้างบ้านเรือนกระจัดกระจายเลียบแม่น้ำลำธาร สวนผลไม้ประเภทเชอร์รี่ แอปริคอท แอ๊ปเปิ้ลมีให้เห็นเป็นระยะๆ นอกเหนือจากนั้นในบริเวณนี้ยังปลูกมะกอกสลับแถวกับถั่วลูกไก่อีกด้วยเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง เป็นวิวภูเขาดินปนหินสีน้ำตาลของเทือกเขาไฮแอตลาส (High Atlas) รถเริ่มไต่ขึ้นที่สูง ผ่านเข้าไปในถนนที่ตัดลดเลี้ยวไปบนเทือกเขา ต้นไม้ใหญ่หายไปจากสายตา มีให้เห็นแค่ไม้พุ่มประปรายสลับกับทุ่งหญ้าและฝูงแพะฝูงแกะที่หากินอยู่ตามไหล่เขา บางส่วนของเส้นทางก็ดูแห้งแล้งเหลือเกินเมื่อเทียบกับดินแดนบ้านเกิดที่ร้อนชื้นชุ่มฉ่ำอย่างเมืองไทย ไม่นานรถเริ่มวิ่งลัดเลาะลงจากเทือกเขา ภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นที่ราบเต็มไปด้วยก้อนกรวดสีดำ ก้อนหิน และทราย ถนนถูกขนาบระหว่างโตรกผาสูงชันและแม่น้ำสายเล็กๆ ภาพของโมรอคโคเริ่มเปลี่ยนไปราวกับหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่ต่างจากเมดิน่าเมื่อวาน รถวิ่งผ่านเขื่อนเก็บน้ำ และโอเอซิสขนาดใหญ่ที่มีต้นอินทผาลัมสุดลูกหูลูกตา หนึ่งในพืชที่พบได้มากที่สุดในประเทศโมรอคโค มุ่งหน้าสู่เมืองเออร์ฟูด (Erfoud) แหล่งฟอสซิลที่สำคัญ มีการขุดพบฟอลซิลของสัตว์ทะเล ดอกไม้ทะเลนำมาแปรรูปเป็นของที่ระลึกชิ้นเล็กราคาย่อมเยา จนกระทั่งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ๆ ราคาแพง อาทิเช่น แบบเป็นแผ่นตั้งโชว์ อ่างล้างหน้า โต๊ะ กรอบกระจก จากนั้นนำท่านเปลี่ยนจากรถบัสเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อเข้าสู่ที่พักในทะเลทรายซาฮาร่า คืนนี้เราจะนอนนับทะเลดาวกลางทะเลทรายซาฮาร่ากัน
ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น พาท่านไปขี่อูฐชมแสงแรกแห่งวันที่ทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายสีทองกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เนินทรายสูงต่ำรอบตัวมองเหมือนริ้วคลื่นขึ้นๆลงๆ ให้ความรู้สึกลึกลับ สวยงามน่าค้นหา สัมผัสเม็ดทรายสีเหลืองแดงละเอียดนุ่มเท้า อิสระเดินเล่น ถ่ายรูปทะเลทรายที่งดงามมุ่งหน้าสู่เมืองทินเฮียร์ (Tinghir) ปลายทางที่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ระหว่างทางที่นั่งรถ จะพบว่าหมูบ้านสองข้างทางยังคงเป็นชุมชนในชนบทที่ห่างไกลแนวความคิดจากวัฒนธรรมตะวันตก ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่าย ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ เพาะปลูกพืชเท่าที่สภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย ค้าขายผลผลิตที่ทำได้ หรือเปิดร้านขายสินค้าสารพัดชนิดสำหรับคนในชุมชน
มุ่งหน้าสู่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ประตูสู่ทะเลทราย" ดินแดนที่ลุ่มแม่น้ำดาเดดส์ (Dades) และลุ่มแม่น้ำดรา (Draa) มาบรรจบกัน เมืองวอซาเซทจึงตั้งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ที่ขึ้นอยู่ตามเนินเขาใกล้ไฮแอตลาส ประชากรในเมืองส่วนมากเป็นชาวเบอร์เบอร์ ในอดีตวอซาเซทเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าของกองคาราวานระหว่างแอฟริกาและเมืองในตอนเหนือของโมรอคโค รวมทั้งประเทศในยุโรป ในช่วงที่โมรอคโคเป็นเมืองอาณานิคมของฝรั่งเศส ที่นี่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบริหารและเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ปัจจุบันวอซาเซทกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับท่องเที่ยวชมเมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ซึ่งมีความหมายว่า “ไม่มีปัญหา” (No problem) แค่ได้ยินชื่อเมืองก็พอจะเดาได้ว่าวิถีชีวิตในเมืองนี้จะเรียบง่ายเพียงใด
ชมป้อมทาเริท (Taourirt Kasbah) สร้างในปี ค.ศ. 1934 ป้อมปราการแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของเสนาบดีใหญ่ตระกูล กลาวี(Glawi) สมัยมาราเกซเป็นเมืองหลวง ถือเป็นหนึ่งในคัซบาร์ (Kasbahs) ที่สวยที่สุดของโมรอคโค ลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ ด้านหน้าเป็นลานกว้าง ภายในตัวอาคารจะแบ่งเป็นห้องเล็กห้องน้อยมากมาย เพราะที่นี่เคยมีข้าทาสบริวารนับพันคนทำงานรับใช้ ปัจจบันป้อมปราการผุพังลงทุกวันเนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัย องค์การยูเนสโก้บูรณะขึ้นมาเป็นบางห้องเท่านั้น
ชมไอท์ เบนฮาดดู (Ait Ben Haddou) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองวอซาเซท บนเส้นทางการค้าของกองคาราวานระหว่างทะเลทรายซาฮาร่ากับเมืองมาราเกซและเมืองอื่นๆที่อยู่เหนือขึ้นไป ไอท์ เบนฮาดดู ตั้งอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำเมลลาห์ (Mellah) เป็น "เมืองป้อมปราการ" (Fortified city) หรือ คซาร์ (ksar) ที่หมายถึงกลุ่มอาคารที่สร้างด้วยดินสีแดงผสมหญ้าหรือฟางแห้ง มีกำแพงหนาและสูงใหญ่อยู่โดยรอบเคยเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์ฮอลิวูด หลายเรื่องอาทิNazareth, Gladiator, Kingdom of Heaven, Game of Thrones, The Mummy, Prince of Persia และอื่นๆอีกมากมาย
ไป เที่ยวเมืองมาราเกช (Marrakesh) เมืองที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุดในโมรอคโค เป็น1 ใน 4 เมืองสำคัญของประเทศ ซึ่งเรียกกันว่า อิมพีเรียลซิตี้ (Imperial Cities) ในอดีตมาราเกชเคยเป็นที่ตั้งของชุมชนเล็ก ๆ ของชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ จากทะเลทรายซาฮาร่าเมื่อปี ค.ศ.1062 โดยการนำของ ยูซุฟ อิเบน ทัชฟิน (Yusuf ibn Tashfin) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัลโมราวิด ต่อมาในปี ค.ศ. 1106 สุลต่านอาลี อิเบน ยูเซฟ (Ali ibn Yusuf) ได้แผ่ขยายอำนาจไปกว้างไกลจนถึงตอนใต้ของสเปนและนำช่างฝีมือมาจาก อันดาลูเชีย” ดินแดนทางตอนใต้ของสเปนที่มุสลิมปกครอง เพื่อสร้างพระราชวังและสุเหร่าในมาราเกช รวมทั้งสร้างกำแพงเมืองและคลองใต้ดิน ที่เรียกว่า Khettara อันเป็นระบบชลประทานที่ส่งน้ำไปใช้ในสวนมะกอกและสวนปาล์ม มาราเกชจึงเป็นเมืองเก่าที่มีกำแพงเมืองยาวล้อมรอบเมดิน่า มีพระราชวัง และป้อมปราการ สวนสวยงามมาก องค์การ UNESCO ได้ประกาศให้เมดิน่ามาราเกซเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1985 เมดิน่าของมาราเกซมีเสน่ห์และเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของโมรอคโค จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวคุ้นตาคือภาพบ้านเรือนสีส้มอมแดงในบรรยากาศทะเลทรายที่มีทิวต้นปาล์มอินทผาลัมเป็นฉากหลัง เพราะเมืองนี้มีข้อบังคับในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนให้ใช้โทนสีส้มอมแดงในการทาสีเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองมาร์ราเกชถูกขนานนามในภาษาอารบิกว่า อัล ฮัมรา (Al Hamra) หรือ เมืองสีแดง สถาปัตยกรรมในเมืองมาร์ราเกช สวยงามประทับใจทุกคนที่ได้มาเยือน ด้วยความเก่าแก่ ความมีเสน่ห์ถึงกับมีผู้กล่าวไว้ว่า เป็นแอฟริกันยิ่งกว่าคาซาบลังกา เป็นโมร็อกยิ่งกว่าเมืองราบัต และเป็นเบอร์เบอร์ยิ่งกว่าเมืองเฟซ”นำท่านชม มัสยิด คูตูเบีย (Koutoubia Mosque) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง เป็นมัสยิดที่โดดเด่นเป็นสง่าและเก่าแก่ที่สุดในเมือง สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 12 หอขานละหมาด (Minaret) มีความสูง 226 ฟุต หรือประมาณ 70 เมตร จึงทำให้มองเห็นได้ ไม่ว่าจะไปอยู่จุดใดของเมืองจากนั้น
ชม “จัตุรัสจมา เอล ฟนา” (Djemaa Fnaa Square) จัตุรัสที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของเมดิน่า รายล้อมไปด้วย คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านผลไม้แห้ง ร้านขายน้ำส้มคั้นสดที่ต้องลองชิมให้ได้ บนลานกว้างของจัตุรัสมีการแสดงต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมองู โชว์การแสดงของลิง การเต้นระบำ มายากล กายกรรม บริการเพนต์เฮนน่า บริการขัดรองเท้า บริการทำฟัน !!!! สนุกสนานกับการหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองในตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสทั้งอย่างเพลิดเพลิน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความมีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆวันที่ “จัตุรัสจมา เอล ฟนา” เมดินาของมาร์ราเกช เสน่ห์ที่สัมผัสได้ของจัตุรัสแห่งนี้จะทำให้ท่านรู้สึกราวกับได้ย้อนไปในอดีต
ชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยตกเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อนชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงามชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก
เดินทาง 2568 เร็วๆนี้
ราคา 112,900 บาท 10 ท่านออกเดินทาง
Download Program Morocco